|
อืมม..บางทีชีวิตคนเราก็เหมือนละคร วันนีผมเพียงอยากระบาย สิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจผมมาตลอด แล้วนำมาเขียนเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับตัวผม ซึ่งเป็นเรื่องจริง เพียงเพราะ ผมรู้สึกเหงาจริงๆ ครับ หุๆ
"ปี๊บๆ ๆ ปี๊บ" เสียงเพจ ดังขึ้น ในตอนเกือบจะเช้า ของวันที่ 31 สิงหาคม ผมควานมือค้นหาต้นเสียงในขณะที่ผมยังไม่ตื่นเต็มที่สักเท่าไร
"อืมม..จะหกโมงแล้วเหรอเนี่ย" ผมคิดพลางขยับตัวลุกขึ้นมา เพื่อให้หายจากความง่วง แล้วก็ทำอาหารเตรียมที่จะใส่บาตรพระ ในตอนเช้าของวันนั้น
อืมม..4 ปีแล้วน่ะ วันเวลามันช่างรวดเร็วจริงๆ ผมรำพึงอยู่กับตัวเอง พลางรีบเก็บข้าวของที่ทำบุญ ให้เสร็จ หลังจากที่ใส่บาตรเรียบร้อย เพื่อที่จะเตรียมตัวไปทำงานต่อ แต่ผมก็ยังจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้ดีเสมอ....
10 โมงวันที่ 30 สิงหาคม 2539
"นี่ ซ่าส์ เดี๋ยว เข้าประชุม พร้อมพี่เลยน่ะ เรามีเรื่องต้องคุยกันเยอะ แล้วเจอกันในห้องประชุม" เสียงเจ้านายทักทายผมทันทีที่ผมกำลังเตรียมเอกสารที่จะเข้าไปประชุมในวันนั้น
"ครับพี่ " ผมขานรับอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ ....
การประชุมในวันนั้น ค่อนข้าง ซีเรียส มาก อีกอย่างผมพึ่งจะเข้ามาทำงานได้ไม่นานนัก อย่างมากก็คงแค่ 2 เดือนได้ถ้าผมจำไม่ผิด ผมจึงยังไม่มีบทบาทอะไรมาก นอกจากนั่งฟัง ผู้ใหญ่คุยกัน แล้วก็ถกเถียงกันเป็นระยะๆ บรรยากาศภายในห้องจึงค่อนข้างตึงเครียดเล็กน้อย มันทำให้ ตัวผมเองเริ่มรู้สึกเบื่อ กอปรกับการที่ไม่รู้เรื่องอะไรมากมายนัก เพียงเพราะนายต้องการให้ผมเรียนรู้เท่านั้น ว่าต้องทำอะไรบ้างเมื่ออยู่ต่อหน้า องค์ประชุมทั้งหลาย ตอนนี้ ผมเริ่มรู้สึกง่วงเต็มที่แล้วเหมือนกัน เวลาผ่านไปสักพัก ราวๆ ใกล้เที่ยงเห็นจะได้ ผมต้อง
สะดุ้งนิดหน่อย เนื่องจากเพจ ของผมเกิด "สั่น" ในตอนที่ผมกำลังรู้สึกเคลิ้มๆ พอดี
"ช่วยโทรกลับ ด่วน มีเรื่องจะคุยด้วย นะ จาก แต๋วเอง" ผมอ่านข้อความสักพัก แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมายนัก จนกระทั่งผมลืมไปเลย.....
การประชุม สิ้นสุดลงในตอน สี่โมงเย็น ทุกคนต่างทยอยเร่งรีบ กันเดินออกมาจากห้อง ซึ่งก็รวมทั้งผมและนายของผมที่ต่างคนก็ต่างเดินตามกันออกมาเหมือนกัน ผมกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงาน ก็พบกับ กระดาษโน๊ตหลากหลาย ที่ถูกแปะเอาไว้ จนเต็มหน้าจอคอมพิวเตอร์ไปหมด หลายแผ่นที่อ่าน ก็ไม่พ้นเรื่องของการให้โทรกลับ ด่วน จากคุณรุ่งทิวา(แต๋ว) เหมือนกันไปหมด จะต่างกันก็แค่ช่วงเวลาที่เขียนเท่านั้น ...
"เอ๊ะ..นี่มันเกิดบ้าอะไรกันว่ะเนี่ย เล่นกันทั้งเพจ ทั้งโทรฯ กันเลยน่ะ " ผมอ่านอย่างไม่ค่อยให้ความสนใจอะไรมากนัก เพราะแค่ออกจากห้องประชุมก็เครียดจะตายอยู่แล้ว จึงนั่งทำงานของผมต่อไป..
ไม่นานนัก เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ยังไม่ทันที่จะพูดทักทาย เสียงจากปลายสายที่คุ้นหู ก็แซงขึ้นมา
"ซ่าส์ เหรอ นี่แต๋วเองน่ะ ทำไม ซ่าส์ไม่เห็นโทรกลับมาเลย แต๋ว เพจไปตั้งหลายครั้งแล้วนะ"
เจ้าของเสียงดูเหมือนน้อยใจเล็กน้อย
"ก็เราประชุมอยู่นี่นา ออกมาไม่ได้ ว่าแต่ มีเรื่องอะไรเหรอ"
ผมพูดถึงสาเหตุ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องถามกลับไป
"แต๋ว ทำแก้วหลุดมือ แตก!!"
"แล้ว มันเกี่ยวอะไรกับเราด้วยล่ะ" เสียงผมสวนกลับทันที และรู้สึกหงุดหงิด เมื่อได้ฟังเรื่องไร้สาระที่เธอบอก
"คือ วันนี้ แต๋ว ใจไม่ดีเลยน่ะซ่าส์ แล้วอีกอย่าง รู้สึกไม่ค่อยดีด้วย นึกว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับซ่าส์น่ะ" เธอพูดด้วยความเป็นห่วง แล้วดูเหมือนเธอจะรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ
ผมก็ยังหงุดหงิดอยู่ดี "นี่แต๋ว..เธอน่ะ ดูหนังผีมากไปแล้ว.. มันไม่มีอะไรหรอก บ้าจริงๆ แล้วโทรไปหา แม่รึยังล่ะ ว่ามีอะไรรึเปล่า"
"โทรไปแล้วล่ะ ไม่มีอะไร ก็เหลือแต่ซ่าส์ นั่นแหละ ที่ไม่ยอมโทรมาสักทีนะสิ"
"แน่ะ...ยังไม่วายพูดประชดอีกน่ะเรา โธ่..นึกว่าเรื่องอะไรซะอีก " ผมเริ่มอารมณ์ดีขึ้น..
"เออนี่..วันนี้ ตู่เขาจะจัดงานวันเกิด ที่ ปาร์ตี้เฮาส์แน่ะ ซ่าส์ ไปด้วยกันสิ พรุ่งนี้เป็นวันเสาร์ด้วยนะ "
เธอเอ่ยชวน
"อย่าเลย คืนนี้ มีงานทำเพียบเลย อาจจะดึกหน่อยน่ะ สักสี่ทุ่มห้าทุ่มได้ เอางี้ม่ะ แต๋วก็ไปเงานของตู่ น่ะ ส่วนเราก็จะทำงานของเรานี่แหละ แล้ว ถ้าเลิกไม่ดึก จะตามไปทีหลัง ก็แล้วกันน่ะ แต่ถ้าจะกลับก่อน ก็ให้โทรมาบอกก่อนก็แล้วกันน่ะจ๊ะ " คุยกันอยู่ได้ไม่นาน เจ้านายก็เรียกไปคุยถึงเรื่องงานที่เราจะต้องทำกันในคืนนี้ กันต่อ ผมจึงต้องรีบวางสาย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้..
การประชุมทำท่าจะยืดเยื้อ มีการสั่ง อาหาร เข้ามาทานในห้องประชุม ในช่วงตอนพักกลางวัน อีกทั้งยังเป็นการประชุม ที่ดูเหมือนจะซีเรียส และน่าเบื่อ เอามากๆ สลับกับการที่ผมต้องหงุดหงิด กับ เพจเจอร์ ที่คอยจี้เอว ผมตลอดทุกๆ ครั้งที่มีการส่งข้อความ
"มัน จะอะไรกันหนักกันหนา ว่ะ เพจมาอยู่ได้ กับ ข้อความเดิมๆ "
ผมคิดเคืองเธออยู่ในใจเหมือนกัน
แต๋ว..เธอเป็นแฟนผม ตั้งแต่สมัยที่ผมยังเรียนหนังสืออยู่ จนกระทั่งผมทำงาน เรารักกันและก็ให้เกียรติ กันเสมอมา เธอไม่เคยก้าวก่าย เรื่องส่วนตัว แม้กระทั่งเรื่องงาน เธอก็ยังไม่ แม้แต่ จะโทรมาหาผมที่ทำงาน หรือเพจมาก็ตาม แต่สำหรับวันนี้ เธอคงมีเรื่องสำคัญ จริงๆ ที่อยากคุยกับผมกระมัง ถึงได้เพจ ข้อความเดิมๆ อยู่ตลอดเวลา ...ผมคิด..
คืนวันนั้นเราทำงานกันค่อนข้างดึกมาก การทำงานของเราก็ยังดูทีท่าว่า จะไม่เสร็จสักที
ผมเหลือบไปมองดูนาฬิกา เรือนใหญ่ ซึ่งอยู่ในห้องคอมพิวเตอร์ ส่วนกลางของบริษัท สลับกับการที่นั่งทำงาน และแก้ไขระบบ กันโดยเริ่มงานกันมาตั้งแต่ 3 ทุ่มมาแล้ว
"จะห้าทุ่มแล้ว โอยย...เร็วหน่อยสิจ๊ะ ลูก"
ผมนั่งบ่นอยู่กับ คอมพิวเตอร์เซิฟร์เวอร์ ตัวเขื่อง ซึ่งมีอาการไม่ดี มาหลายวัน ที่ผ่านมา พึ่งจะได้ฤกษ์ แก้ไข และซ่อมบำรุง ก็คืนวันนี้แหละ
ผมได้แต่คิดว่า พรุ่งนี้คงจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้นอีก เวลาล่วงเลยจนแทบไม่รู้ตัว ผมเหลือบมองดูนาฬิกา อีกครั้ง ก็ยังอดนึกถึง เธอไม่ได้ ว่าเขาจะกลับยังไง เพราะทุกครั้ง ผมมักจะไปรับเขา กลับมาส่งที่บ้านเสมอ ผมนึกถึงเขาอยู่ได้ไม่นาน ก็ต้องรีบทำงานต่อ หากเสร็จเร็วเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งมีเวลาไปรับเขาเร็วขึ้น เพราะจากบริษัท กับ ปาร์ตี้เฮาส์ ก็อยู่ไม่ไกลกันมากนัก ขับรถ ไม่ถึง 15 นาทีก็คงถึงแล้ว
"เฮ้อ...เสร็จล่ะ หวังว่าพรุ่งนี้ เจ้าคงทำหน้าที่ได้ดีกว่าเดิมแน่นอน "
ผมยิ้มให้กับความสำเร็จ ที่ผมได้ทำ พร้อมกับเก็บเครื่องมือ และอุปกรณ์ต่างๆ เข้าที่ เดินออกจากห้องคอมพิวเตอร์ ซึ่งเย็นจัด จนรู้สึกได้ว่า เกือบจะไม่สบาย หากไม่ได้ใส่เสื้อกันหนาวเข้าไปทำงาน
กำลังเดินออกไปไม่ทันเท่าไหร่ ก็ได้ยินเสียง เจื้อยแจ้ว ของพนักงานคอมพิวเตอร์ ซึ่งมักจะมีการผลัดเปลี่ยนกะ กันเสมอ เพื่อคอย แบ็คอัพข้อมูล ของบริษัท
"นี่น้องซ่าส์ เมื่อไหร่ จะพาแฟน มาแนะนำให้พี่รู้จักกันบ้างล่ะ เห็นใครๆ เขาก็บอกกันว่า น่ารัก ไม่ใช่เหรอ "
"คงเป็นพรุ่งนี้นะครับพี่ เขาน่ารักมากเลยน่ะ คงเป็นเพื่อนคุยกับพี่ได้แน่นอน"
ผมยิ้ม พร้อมกับ เล่า อะไรนิดๆหน่อยๆ ที่เกี่ยวกับความน่ารักของเธอให้ พี่คนนั้น ฟัง...
"อื้อ หือ..น่ารักขนาดนั้นเชียวเหรอ ยังงี้ พรุ่งนี้อย่าลืมพามานะจ๊ะ"
"ครับพี่ เดี๋ยวผมขอไปรับเขาที่ งานเลี้ยงก่อนนะ แล้วพรุ่งนี้เจอกันครับ" ..
"จ๊ะ รีบไปน่ะ ผู้หญิงน่ะ เขาไม่ชอบรอใคร นานๆหรอกน่ะ"
พี่คนนั้น ยังไม่วาย หยอกเย้า ก่อนที่ผมจะเดินออกจากห้องไป...
อีกครึ่งชั่วโมงก็สองยามแล้ว ผมโทร เข้ามือถือของเธอ เพื่อบอกว่าจะไปถึงที่นั่นไม่เกิน เที่ยงคืน
เธอบอกว่า ไม่ต้องรีบมากนัก เพราะ ฝนมันตก ให้ขับรถดีๆ หน่อยก็แล้วกัน อย่างน้อยเธอก็จะรอ หากว่าผมจะมาสายนักก็ตาม เธอบอกพร้อมกับวางสายโทรศัพท์ทันที..
ไฟถนนทั้งเส้นของ พระรามที่ 9 ดับทั้งเส้น รถก็ดูบางตามีไม่มากเหมือนวันอื่นๆ อาจเป็นเพราะ ฝนที่ตก หยุ๋มหยิ๋ม ปรอยๆ ไม่ถึงกับหนักราวกับฟ้ารั่ว แต่ก็ยังคงพอมองเห็นทางบ้างจากแสงสว่าง ของดวงไฟหน้ารถ บรรยากาศคืนนั้นจึงดู ราวกับเงียบๆ พิกล..
งานสังสรรค์เลิกพอดี ทุกคนต่างก็เดินออกมายังบริเวณลานจอดรถ แยกย้ายกันขึ้นรถส่วนตัวกันกลับบ้าน ก็เหลือเพียงแค่ "แต๋ว" และ "ตู่" ซึ่งเป็นเจ้าของงานวันเกิด ซึ่งก็หมายรวมถึง แฟนของเธอด้วยอีกเหมือนกัน ที่ยืนรอผมอยู่ที่บริเวณด้านหน้าของ
"ปาร์ตี้เฮ้าส์"
ผมจอดรถเข้าที่ แล้วเดินออกไปรับเธอ พร้อมกับกล่าว ทักทาย สุขสันต์วันเกิด กับเพื่อนของเธอ ซึ่งก็ไม่ค่อยจะสนิทนัก แต่พอพูดคุยกันได้บ้างเท่านั้น ส่วนผมจะสนิทกับแฟนของเธอมากกว่า ซึ่งผมก็เรียกเขาว่า "พี่โรจน์" ซึ่ง มักจะไปตีสนุ๊กกับผมทุกครั้ง ที่มีโอกาส...
"ป่ะ เรากลับกันได้แล้ว ดึกแล้ว เดี๋ยวจะง่วงนอนไปซะก่อน ดื่มเหล้ากันมานานแล้วนี่ มีอะไรไปคุยกันในรถก็แล้วกันน่ะ "
ผมกล่าวตัดบท เพื่อที่จะได้ กลับบ้านกันเร็วๆ เพราะผมเองก็เหนื่อยเหมือนกัน
..."เอาตู่ ติดรถไปด้วยน่ะ ไปส่งตู่เขาก่อนแล้วค่อยกลับนะ ซ่าส์"
เธอบอกผม ด้วยความเป็นห่วงเพื่อน กลัวว่าไหนๆ เขาก็อุตส่าห์ รอเป็นเพื่อนเธอ..
" อื้อ...ก็ตามใจสิ ไปได้อยู่แล้ว เดี๋ยวรอตรงนี้น่ะ เราไปเอารถก่อน เดี๋ยวจะวนมารับ "
ผมตอบอย่างเต็มใจ...
สักพัก รถผมวนมาจอดด้านหน้า ของตึก ทุกคนต่างทยอยกันรีบขึ้นรถ เนื่องเพราะฝนก็ยังคงตกปรอยๆ ไฟถนนก็ยังคงมืดเหมือนเดิม ....เธอขึ้นมานั่งรถด้านหน้า เหมือนรู้ว่าเป็นที่นั่งประจำของเธอ เสร็จแล้วก็คว้าเอาเข็มขัดนิรภัย ขึ้นมาคาด..
"เอ๊ะ..แต๋ว ร้อยวันพันปี เธอไม่เคยคาดเข็มขัดนี่นา " ผมทักเธอทันทีที่เห็นเธอคาดเข็มขัด
"ไม่รู้เหมือนกันนะซ่าส์ แต๋ว รู้สึกไม่ค่อยดี มาตั้งแต่ตอนเช้าแล้วน่ะ มันหวิวๆ น่ะ"
"เธอนี่ก็แปลกน่ะ ไอ้ลางสังหรณ์อะไรเนี่ย อย่าไปเชื่อมันมากนักเลยน่ะ มันไม่ดีหรอก อะไรก็ไม่รู้ เป็นตุ เป็นตะไปหมดเลย ไม่สบายใจไปเปล่าๆ ทุกคน ก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่นา"
ผมกล่าวอย่างไม่ค่อยจะเชื่อในความคิดของเธอมากนัก...
"นี่ ซ่าส์ อย่าไปว่า แต๋วน่ะ เขามีลางสังหรณ์จริงๆน่ะ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะโว๊ย ไม่แน่ กลับไปอาจจะถูกหวยก็ได้ ใครจะรู้ ฮ่าๆๆ"
ตู่กล่าวอย่างติดตลก
"ถูกหวยกินนะสิ ไม่ว่า"
พี่โรจน์ พูดเหน็บ จนทุกคนหัวเราะกันทั้งรถ..
ผมขับรถออกจาก
ปาร์ตี้เฮ้าส์
ได้ไม่นาน พี่โรจน์ ก็บอกให้กลับรถข้างหน้า ซึ่ง ฝั่งตรงกันข้ามนั่นก็คือ
"จูเลียน่า"
สถานอาบอบนวด ชื่อดัง ในย่านถนนพระราม 9 ผมยังจำได้ดี..ถนนบริเวณนั้น ค่อนข้างมืด เนื่องจากไฟถนน ซึ่งดับมานานมากแล้ว ดูแล้วทัศนวิสัยไม่ค่อยจะดีนัก กอปรกับเป็นทางโค้งอยู่เพียงนิดนึง ซึ่งรถทางตรงอาจจะมองไม่เห็นได้หากขับรถผ่านบริเวณนั้น อีกอย่างที่นั้น เป็นที่ๆ เกิดอุบัติเหตุบ่อยที่สุด จนปัจจุบันได้ถูกปิด มิให้กลับรถบริเวณนั้นได้อีกแล้ว..
ผมเพ่งสายตา ฝ่าความมืดออกไปจนคิดว่า ถนนไม่มีรถแล้ว จึงได้ออกตัวไป... ในขณะที่รถกำลังเคลื่อนเข้าสู่ทางตรง ผมรู้สึกว่ามีไฟสูง พร้อมกับได้ยินเสียงแตร ของรถดังลั่น...
ห้องโดยสารของรถ สว่างไปทั่วราวกับเปิด สปอตร์ไลท์ ทุกคนรวมทั้งผม หันไปมองยังต้นแสง จำได้ว่า แสบตามาก แล้วแสงนั้นก็ดับลง....พร้อมกับเสียงที่ ดังสนั่นไปทั่วบริเวณ..
เที่ยงคืนครึ่ง ของเช้าวันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม อาจเป็นเพราะน้ำฝนที่ตกลงมากระเด็นโดนหน้าของผมกระมังที่ปลุกให้ ผมต้องรู้สึกตัว ภาพที่เห็นอยู่ข้างหน้า เหมือนกับผมกำลังดูทีวีซึ่ง ปิดสถานีไปแล้ว คงเหลือแต่ภาพเบลอๆ พอที่จะมองเห็นว่าเป็น ผู้คนที่ยืนล้อมรอบ หูก็อื้อไปหมด สักพัก รู้สึกเหมือนมีกลุ่มคน ตรงเข้ามาลากผมออกจากรถ แล้วก็โยน ผมลงไปที่ท้ายรถกระบะคันนึง ผมพอมองเห็นลางๆ ว่า ข้างๆผมมี พี่โรจน์ นอนอยู่ก่อนแล้ว แต่ผมก็ยังไม่สามารถขยับตัว หรือแม้แต่เอ่ยปากถามว่าเกิดอะไรขึ้น รู้สึกว่า ตัวเอง ไม่มีแรงแม้แต่จะยันกาย ขึ้นมองดูรอบๆ ว่าเกิดอะไร...
รถกระบะ ออกตัวไปอย่างรุนแรง พุ่งไปราวกับพายุ ผมรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน
ตัวก็รู้สึกเปียกไปหมด อาจเป็นเพราะฝน ผมคิด...จนกระทั่งภาพเบื้องหน้าผมดับวูบลง..
ผมรู้สึกตัวอีกครั้ง ด้วยความรู้สึกเหมือนมีอะไรสักอย่าง ปลุกผมให้ตื่นขึ้นมา
"คุณค่ะ มีเบอร์ที่บ้านไหมค่ะ"
เธอในชุดสีขาว พูดไม่ค่อยจะได้ยินนัก แต่พอจับใจความได้บ้าง แล้วผมก็หลับตาลง ด้วยความเหนื่อยอีกครั้ง...
เช้าของวันเสาร์ ภายในห้องเต็มไปด้วย บุคคลในเครื่องแบบตำรวจ รวมทั้ง แพทย์ พยาบาล ยืนล้อมรอบตัวผม
"ที่นี่ ที่ไหนครับ"
ผมตื่นขึ้นมาอย่างไม่ค่อยมีสติเท่าไหร่
"ปิยะเวท ค่ะ" เธอในชุดสีขาว ตอบกลับมา
"เกิดอะไรขึ้น หรือครับ แล้วทำไมผมมาอยู่ที่นี่"
ผมเริ่มยิงคำถามต่อไปในขณะที่ ยังนอนอยู่
"รถคุณ ถูกชนครับ เสียชีวิต 2 คนครับ " คนสวมเครื่องแบบกล่าวอย่างหนักแน่น
ผมสะดุ้ง ลุกขึ้นกึ่งนั่งกึ่งนอน ถามกลับทันทีว่า "ใครครับ ผู้หญิงหรือว่าผู้ชาย ครับ"
"ผู้หญิงครับ ทั้ง 2 คน" เขายังคงตอบเยือกเย็นเหมือนเดิม ผมยังคงช็อคกับคำตอบ อยู่ ก็ยังไม่วายที่จะถามต่อไป
" ใช่ แฟน ผมหรือเปล่าครับ"
คราวนี้ ชายในชุดกราวน์ ยกมือขึ้นปรามคนในเครื่องแบบ แล้วรีบตอบอย่างเสียมิได้ขึ้นมาบ้าง..
"อ๋อ..ลืมไปครับ ต้องขอโทษด้วยนะครับ คนละคันกันครับ ไม่ใช่ของคุณ"
อาจเป็นเพราะ จรรยาบรรณของแพทย์ ก็อาจเป็นได้ ซึ่ง คำพูดของเขา ทำให้ผมสบายใจขึ้นมาทันที ผมคงรู้สึกผิดแน่ๆ หากเกิดอะไรขึ้นกับแฟนของผม รวมถึงเพื่อนของเขาด้วย ...แต่วันนี้ผมเหนื่อยเหลือเกิน ผมอยากนอนจริงๆ....
ผมถูกย้ายออกจากโรงพยาบาลเดิม ในวันต่อมา เพราะความต้องการของบริษัท ซึ่งเป็นสวัสดิการที่ผมควรจะได้รับ ผ่านมาได้อาทิตย์ นึง แล้ว ผมพึ่งรู้สึกว่า ทำไมคนที่มาหา มาเยี่ยมผม มันมีน้อยเหลือเกิน เพื่อนที่สนิทกันนั้น ก็ไม่ค่อยจะมา หลายต่อหลายคนที่มาหา ผมก็อดไม่ได้ที่จะต้องถาม ว่า ไปเยี่ยมเธอ กันมาบ้างรึเปล่า เธอเป็นยังไงบ้าง...แต่ทุกๆคน รู้สึกจะคอยเลี่ยงคำถามนี้ตลอดเวลาที่ผมถาม เพียงแต่มักจะพูดเป็นนัยๆ ว่า เขาสบายดี ไม่ต้องห่วงหรอกน่ะ นายก็หายเร็วๆ สิ จะได้ไปเยี่ยมเขาด้วยกัน...
"วันนี้ อยากทานอะไรหรือเปล่าค่ะ เดี๋ยวจะไปซื้อมาให้น่ะ "
พยาบาลคนนึง พูด
"ไม่หรอก ผมอยากอ่านหนังสือพิมพ์น่ะ ไม่ได้อ่านมาตั้งนานแล้ว ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นบ้าง"
ผมพูด
"ที่นี่ ไม่ได้รับ
"เดลินิวส์ "
หรอกนะค่ะ"
เธอตอบทันที
"ผมก็ไม่ได้บอกคุณ นี่นา ว่าผมจะเอา "เดลินิวส์" "
เธอนึกขึ้นมาได้นิดหน่อย ว่าคงพูดอะไรผิดหูไปแน่ๆ จึงขอตัวออกไปก่อน..
"อะไรกันว่ะ "
ผมสบถ อยู่ในใจ..แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่า การที่จะได้หายเร็วๆ แล้วไปเยี่ยม เธอ..
ผมเริ่มเดินได้แล้ว คงเป็นเพราะแรงใจภายใน ที่อยากจะไปหาเธอเต็มที่ เป็นเหตุให้ผม ลงมากายภาพบำบัด ทุกวันอย่างสม่ำเสมอ จนหมอบอกว่า ผมสามารถที่จะไปทำงานได้แล้วอีกไม่กี่วัน แต่คงต้องใช้ ไม้ค้ำ ไปสักระยะนึงก่อน
ผมกลับมาอยู่ที่บ้าน โดยใช้ไม้ค้ำช่วยในการเดินภายในบ้านตลอดเวลา แต่สิ่งแรกที่ผมอยากจะทำมากที่สุดก็คือ ไปเยี่ยมเธอ ให้ได้ ผมโทรไปหาเพื่อนชายที่สนิทมากที่สุด เท่าที่ผมจะคิดได้ บอกให้ช่วยมารับที่บ้านหน่อย เราจะไปเยี่ยมเธอด้วยกัน เพื่อนผมก็บอกว่า ไม่ว่าง เอาไว้วันอื่นก็แล้วกัน จนผมรู้สึกท้อแท้ อยากที่จะนั่งแท็กซี่ไปหาเธอเอง แต่ด้วยความที่ไม่มีเงินติดตัวเลย จึงไม่สามารถที่จะทำได้ ผมเริ่มค้นหาวิธีอื่น ก็คงเป็นได้แค่การโทรศัพท์ แต่ผมก็ไม่รู้เบอร์อยู่ดี ครั้นจะโทรฯ ไปถาม 13 สายก็ไม่ว่างเลยสักที
ผมอยู่ที่บ้านอย่างรู้สึกอึดอัด มา 2 วันแล้ว พ่อกับแม่ เห็นว่า คงทัดทานผมไม่ได้แล้ว
"พรุ่งนี้ ตือ เขาจะมารับลูกไปเยี่ยม แต๋วน่ะ แต่ ลูกต้องไปหาแม่เขาก่อนน่ะลูก"
คุณพ่อพูดขึ้น
"จริงเหรอ แล้วพ่อ โทรไปบอกตือแล้วเหรอครับ"
ผมพูดด้วยความตื่นเต้น
"อื้อ..."
พ่อพูดพร้อมกับหลบสายตาผมที่ คอยจ้องหน้าเขาอยู่
ตือมารับผมตั้งแต่เช้า ..ขณะที่ผมกำลังก้าวขึ้นรถ พร้อมกับพี่ชาย แม่ก็ยังมาย้ำอีกครั้งว่า
"อย่าลืม ไปหาแม่ของแต๋ว ก่อนนะลูก อย่าลืมน่ะ"
ผมพยักหน้ารับคำ แล้วตือก็ ขยับรถออกจากบ้านไป....
บ้านของเธอ อยู่ซอยวัชรพล รามอินทรา กม.5 ม.ชัยพฤกษ์ ซึ่งคงมีผมคนเดียวที่รู้จัก เพราะเธอพึ่งย้ายเข้ามาอยู่ได้ไม่นานนัก เธออาศัยอยู่กับแม่ของเธอซึ่งก็อายุมากแล้ว ถึงจะอายุ 70 ปีล่วงไปแล้วก็ตาม แต่ท่านก็ยังแข็งแรงเสมอ ส่วนพ่อของเธอเสียแล้วตั้งแต่เธออายุไม่ทันพ้น 3 ขวบปีได้
ผมค่อนข้างรู้สึกแปลกใจ ที่เพื่อนผมขับรถ เลาะเลี้ยวไปตามเส้นทางของหมู่บ้านได้อย่าง
คล่องแคล่ว ราวกับว่าอยู่ที่นี่มานานมาก.. แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากนัก ใจผมตื่นเต้นที่จะได้ไปหาเธอมากกว่า
แม่ครับ..ไปอาบน้ำได้แล้ว เดี๋ยวเราไปเยี่ยม แต๋วด้วยกันน่ะครับ
ผมคะยั้นคะยอ ทันทีที่พบหน้าแม่ของเธอ..ดูสายตาของแม่เธอ เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังไม่ทำให้ผมรู้สึกผิดปกติมากเท่าไหร่
ความที่แม่ของเธอเป็นคนที่พูดจาตรงไปตรงมา เช่นเดียวกับลูกสาว..ทำให้ผมถึงกับสะดุดหู อยู่หลายคำเหมือนกัน
แม่..ไม่ไปหรอกนะ ซ่าส์คงยังไม่รู้เรื่องสินะ
เรื่องอะไรเหรอแม่
แม่รีบไปเถอะนะ เดี๋ยวเขาก็ห้ามเยี่ยมกันพอดี สายแล้วนะครับ
ผมตัดบท ไปเถอะซ่าส์ แม่ไม่ไปหรอก วันนี้แม่เหนื่อยเต็มที่แล้วเหมือนกัน
น้ำเสียงปนสะอื้นของแม่ ดูคล้ายกับคนร้องไห้ ซึ่งผมเริ่มรู้สึกไม่ดี แต่ก็ยังได้แต่เก็บความสงสัยไว้อยู่ในใจ ก่อนที่จะร่ำลา แม่ของเธอกลับ
แม่ เขาเป็นอะไรว่ะ -ู โคตรสงสัยจังเลย มันทำให้รู้สึกไม่ค่อยดีเลยนะเนี่ย
ผมบ่นอยู่ในรถ
ถ้า แกอยากรู้ เดี๋ยวข้าจะบอกแกเอง แต่รอให้พ้นประตูรั้วหมู่บ้าน ก่อนน่ะ
พี่ชายผมพูดขึ้นมาจนทำให้ เพื่อนผมที่ขับรถอยู่ สะดุ้งตัวเล็กน้อย..
ตือ รีบไปเถอะ สายแล้ว เดี๋ยวจะไปไม่ทัน
ผมร้องบอก ให้ขับเร็วกว่านี้หน่อย..
ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้นแหละ ไม่มีใครอยู่ที่นั่นหรอกน่ะซ่าส์ คำพูดของพี่ชาย ทำให้การสนทนาระหว่างผมกับเพื่อน ต้องเงียบกันไปทั้งรถ
แฟนแก น่ะ ตาย!!! ตั้งแต่อยู่ในรถแล้ว พร้อมเจ้าตู่ ส่วน พี่โรจน์ แกไปตายที่โรงพยาบาล!!!
พี่ชายพูดอย่างกับขวานผ่าซาก
ไม่จำเป็นที่จะตั้งคำถามต่อไป ความรู้สึกผมมันบอกแต่เพียงว่า ไม่อยากจะเชื่อ
ผมหวนกลับไปนึกถึงเรื่องราวตั้งแต่ผมอยู่ที่โรงพยาบาล เรื่องที่หมอโกหก ว่าคนละคัน เรื่องที่เพื่อนบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก รวมทั้งการขับรถเข้าหมู่บ้านโดยที่ ผมไม่จำเป็นต้องบอกทาง ตลอดจนพ่อแม่ และหลายต่อหลายอย่าง ที่ผ่านเข้ามา ผมทั้งโกรธ ทั้งไม่เข้าใจว่าทำไมต้องปิดบัง ตอนนี้ผมได้แต่นั่งนิ่งอยู่นานเหมือนกัน
ตือ..กลับบ้านเถอะ เราอยากกลับบ้าน
ผมพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตือกลับรถย้อนเข้าสู่เส้นทางที่ผ่านมาเมื่อสักครู่ รถหยุดนิ่งเมื่อถึงบ้าน ผมยันกายพร้อมด้วยไม้ค้ำที่ช่วยพยุง รีบสาวก้าวขึ้นบ้าน แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะขอบคุณเพื่อน ที่ขับรถให้ ก่อนที่จะ เดิน โขยกเขยก กลับเข้าบ้านไป
น้ำตา และความรู้สึกเสียใจที่สุด มันออกมาหมด อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ผมได้แต่หมกตัวอยู่แต่ในห้องคนเดียวไม่ทานอะไรเลย เวลาผ่านล่วงเลยไปนานหลายวัน จากคนที่เคยร่าเริง พูดคุยกับเพื่อน มีอารมณ์ขัน ผมกลับกลายเป็นคนเคร่งเครียด ไม่ค่อยพูดเหมือนแต่ก่อน..
เวลาผ่านไป 2 อาทิตย์ นับตั้งแต่วันที่ทราบข่าวการตายของเธอ ผมนอนไม่หลับ และฝันร้ายมาตลอดทุกคืน คิดถึงเธอมาก จนไม่อยากที่จะทำอะไร ทุกอย่างกลับกลายเป็น ศูนย์ไปหมด
พ่อแม่ รวมทั้งเพื่อนของผมก็คอยเป็นห่วงผมมาตลอด คอยมาเยี่ยมผม คอยมาพูดคุยให้กำลังใจ
รวมทั้ง ขอโทษที่ไม่สามารถไปเยี่ยมได้ ตั้งแต่ผมอยู่ที่โรงพยาบาล เพราะ ไม่อยากที่จะต้องตอบคำถามผม อาจเป็นเพราะพวกเขาโกหกกันไม่เก่ง กลัวผมจับได้ แต่ที่สำคัญ พวกเขาต้องไปช่วยพ่อกับแม่ผม จัดการ เรื่องงานศพของเพื่อนทั้ง 3 คนต่างหาก
พวกเขารู้ว่า หากพูดความจริงออกไปตอนนั้น ผมคงจะยอมรับมันไม่ได้เป็นแน่
การเลือกที่จะไม่ไปเยี่ยมผม ดูจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับพวกเขา
.
สภาพผมตอนนั้น กระโหลกศรีษะ และกระดูกเบ้าตา แตก รวมถึงสะโพกที่ร้าว..อันเป็นสาเหตุที่เดินไปไหนไม่ค่อยสะดวก จำเป็นต้องใช้ไม่ค้ำช่วยอยู่ตลอดเวลา ..อาการผมเริ่มทรุดหนักลงเรื่อยๆ
เริ่มที่จะมีไข้
อาจเป็นเพราะผมไม่คิดที่จะ ออกกำลัง หรือหัดเดิน ทั้งๆที่ สามารถทำได้ จึงได้แต่นอนอยู่บนเตียงตลอดทั้งวันทั้งคืน
.
เพื่อนผมเคยเล่าให้ผมฟังว่า เขาเคยเห็นแม่ผม ร้องไห้ และก็จุดธูปบนบาน อโหสิกรรม ขอให้ เธอ และเพื่อนๆ อย่าได้โกรธ จนถึงกับมาเอาชีวิตผมไปเลย อย่างน้อยก็ขอให้อโหสิกรรมต่อลูกชายของเธอด้วยเถอะ
จนในคืนนั้น ผมเคลิ้มหลับไป คิดว่านานมากทีเดียว มารู้สึกตัวก็ต่อเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อของผม..
ซ่าส์ ซ่าส์ นี่แต๋วเองนะ
เธอยืนอยู่ที่ปลายเตียง เรียกชื่อผม พร้อมกับเดินเข้ามาหาผม
ผมไม่มีอาการตกใจเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ผมกลับดีใจด้วยซ้ำที่เธอมา..
แต๋วเหรอ..เราขอโทษนะ ที่ทำให้เธอแล้วก็เพื่อนๆ ต้องไป
ผมรีบขอโทษเธอทันที
เธอนั่งอยู่ข้างๆเตียงผม สวมเสื้อแบบที่เธอชอบ แล้วหน้าตาเธอดูเหมือนคนปกติทุกอย่าง
ไม่เป็นไรหรอกนะจ๊ะ ซ่าส์เองน่ะแหละ จะทำให้แต๋วไปไหนไม่ได้ต่างหากล่ะ มาผูกแต๋วไว้กับซ่าส์ทำไม
เธอพูดเหมือนน้อยใจ
ทำไมเหรอ ผูกอะไร
ผมถามด้วยความสงสัย
เราเคยตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าหากเราไม่ได้อยู่ด้วยกันเมื่อไร ซ่าส์ก็ควรที่จะมองหาคนอื่นน่ะ ที่ไม่ใช่ แต๋ว
เธอชี้แจง พร้อมกับให้กำลังใจผม เราพูดคุยกันอยู่ได้ไม่นาน จนกระทั่งได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก
ผมยังจำความฝันที่ดูเหมือนเรื่องจริงได้ดี ผมเริ่มมีกำลังใจที่ดีขึ้น จนพ่อและแม่ เริ่มใจชื้นขึ้นมาบ้าง อาจเป็นเพราะเธอมักจะหาเวลาที่จะมาพบผมได้ทุกคืน
คืนนี้ คงเป็นคืนสุดท้ายที่เราจะพบกันแล้วน่ะ แต๋วคงต้องไปแล้วหล่ะ แต๋วอยากจะขอบอกซ่าส์ก่อนที่จะไปว่า แต๋วอยากให้ซ่าส์ กลับมาเป็นเหมือนเดิม ตั้งใจทำงาน หากซ่าส์พบคนที่ซ่าส์ชอบเมื่อไหร่ ก็ขอให้ซ่าส์ จงรักเขาเหมือนที่ซ่าส์รักแต๋ว ขออย่าได้คิดถึงแต๋วอีก เรื่องของเราขอให้หยุดตรงนี้ น่ะ !!!
คำพูดของเธอดูจริงจัง แล้วก็ต้องการให้เป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมได้แต่นิ่ง แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อไป
เธอไม่ได้มาหาผมหลายคืนแล้ว ผมได้แต่เฝ้ารอ จนดูเหมือนจะมีแต่ความว่างเปล่า ผมคิดว่า สิ่งที่เธอพูดนั้น คงเป็นเรื่องจริง ผมควรจะทำตามที่เธอต้องการ
ผมเริ่มโทรฯกลับไปที่บริษัท เพื่อขอทำงานต่อ ทั้งๆที่ผมก็ยังเดินไม่ค่อยได้ดีนัก ต้องใช้ไม้ค้ำช่วยอยู่เสมอ แต่ผมก็มาทำงานในสภาพแบบนี้ทุกวัน จนทุกคนในบริษัทแปลกใจ
ทุกวันนี้ ผมยังคงนั่งทำงานของผมต่อไปเรื่อยๆ อาจเป็นเพราะต้องการที่จะลืมอดีตบางอย่างที่เคยเกิดขึ้น ผมยังไม่ได้มองหาใคร ผมยังคงพอใจที่จะอยู่ตรงนี้ คอยดูแล ครอบครัวผม รวมถึงแม่ของเธอ ซึ่งท่านก็แก่มากแล้ว ท่านยังคงแข็งแรงดี แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ในครั้งนั้น แม่ของเธอก็ตัดสินใจบวชชี อาศัยอยู่ในวัดป่าฯ แถวนครปฐม จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ส่วนบ้านของเธอก็ให้ทางญาติเข้าพักอาศัยดูแล ต่อไป
ที่ผมทำได้ตอนนี้ก็คือ คอยดูแลแม่ของเธอ ไปเยี่ยมเยียนแม่ของเธอที่วัดทุกครั้งที่มีโอกาส เมื่อใดก็ตามที่แม่ของเธออยู่ที่กรุงเทพฯเมื่อไหร่ ผมก็มักจะทำหน้าที่แทนลูกสาวของเธอเสมอ
สิ่งเดียวที่ผมไม่เคยลืมก็คือ ทุกครั้งที่ผมขับผ่านเส้นทางนั้น ผมมักจะนึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นเสมอ
นี่ลูก!!! กรวดน้ำเสร็จแล้ว ก็รีบไปทำงานได้แล้วนะจ๊ะ เสียงแม่ของผมเร่ง
ครับ แม่
ผมขานรับ พลางรีบเก็บข้าวของทันที
หมายเหตุ...
ขอบคุณเพื่อนๆ MT ทุกคนที่ ทนอ่านจนครบทุกตอน ก็คงแค่ต้องการระบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ถึงแม้ จะผ่านมานานมากแล้วก็ตาม แต่ผมก็ยังจำมันได้ดีเสมอ ขอบคุณทุกคน ที่ให้กำลังใจนะครับ...
- เหยี่ยวราตรี
-
|